ปีสองเทอมหนึ่ง
11/07/2010, 17:53
Filed under: sophomore | Tags: เตรียมสอบ, jap, me
 
 
ใกล้สอบปลายภาคแล้ว

แล้วอีกหนึ่งเทอมก็ผ่านไป เป็นเทอมที่สามในโรงเรียนแห่งนี้จากทั้งหมดแปดเทอม (หวังว่านะ ><X) แต่อะไรก็ไม่แน่นอนใช่ป่าว

จะว่าไปแต่ละเทอมของเราที่ผ่านมาก็จะมีธีมเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป

ถ้าจะให้เขียนละก็นะ
 
 
 
1
ปีหนึ่งเทอมต้น โดดเดี่ยว ว้าวุ่น ไม่มั่นใจ ไม่รู้ เคว้งคว้าง ลำพัง เดียวดาย とりあえず、不安だった

เทอมนี้อยู่คนเดียวล้วนๆ พึ่งเปิดเรียนใหม่เป็นนักเรียนต่างชาติท่ามกลางเด็กญี่ปุ่น อายุก็มากกว่า แถมต้องผ่านวิธีการลงทะเบียนเรียน จ่ายค่าเทอม กระบวนการเข้าเรียนต่างๆที่ต้องทำความเข้าใจ บวกกับพึ่งย้ายบ้านใหม่ นอกจากเรื่องโรงเรียนแล้ว ก็มีเรื่องของเขต เช่น ประกันสุขภาพ

จำได้ว่ามีวันที่ emotional breakdown ล้มเหลวทางอารมณ์เหมือนกัน เกี่ยวกับประกันสุขภาพนี่แหละ

นอกจากนี้ก็มีหลายวันที่เลิกเรียนแล้ว แต่ไม่รู้สึกอยากกลับบ้าน ระหว่างทาง แอบหวังว่าจะได้เจอใครสักคน คนรู้จัก ใครก็แล้วแต่ ชวนไปโน่นนี่ด้วยกัน แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องกลับไปโดดเดี่ยวที่บ้านอยู่ดี
 
 
 
2
ปีหนึ่งเทอมสอง โฮมซิก กลุ่มคนไทย ไร้สาระ กินกินกิน

เทอมนี้เป็นเทอมที่วิชาเรียนน้อยกว่าเทอมที่แล้วมาก และเนื่องจากปิดเทอมกลับไทยมาพอกลับมาที่นี่อีกทีก็รู้สึกเหงามากอย่างที่ ไม่เคยเป็นมาก่อน คือเทอมที่แล้วเหงาก็จริง แต่เป็นความเหงาที่ต่างกัน ช่วงนี้มีเด็กไทยรุ่นเดียวกันมาแลกเปลี่ยน และได้เจอผ่านการแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษานร ต่างชาติ จากนั้นก็อยู่กับคนไทยมากขึ้น พูดภาษาไทยตลอด ต่างกับเทอมที่แล้วที่อยู่คนเดียว และไม่ได้สุงสิงกับคนไทยเลย โลกทั้งใบมีฉันอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้ถึงจะไปไหนมาไหนกับคนไทยบ่อยแค่ไหน แต่ก็ไม่รู้สึกหายเหงาอยู่ดี ช่วงที่แยกย้ายกลับบ้าน กลับยิ่งรู้สึกเหงากว่าเดิมอีก เป็นกราฟขึ้นลง ต่างจากเทอมที่แล้วที่ความเหงาคงที่ ทำให้เรารู้ว่าจะต้องรับมือกับมันยังไง  ส่วนนึงอาจเป็นเพราะเทอมที่แล้ว ความสนใจทั้งหมดของเราแทบจะพุ่งไปที่วิชาเรียนอย่างเดียว เลยไม่ได้รู้สึกถึงตัวตนความเหงาที่ไม่แน่นอนอย่างนี้

แต่จะบอกว่าช่วงก่อนสอบเป็นช่วงที่ทรมานมาก ทั้งเครียด ทั้งกังวล เพราะที่ผ่านมาทั้งเทอมแทบไม่ได้แตะหนังสือทบทวนบทเรียนเลย คืนก่อนสอบก็นอนร้องไห้กลัวทำไม่ได้สุดๆ
 
 
 
3
ปีสองเทอมหนึ่ง เข้าหาคนญี่ปุ่น  กิจกรรม  ห้องสมุด

เทอมนี้วิชาเรียนหนักเป็นสองเท่า เวลาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ห้องสมุด ที่พิเศษกว่าปีก่อนๆคือไปร่วมกิจกรรมกับคนญี่ปุ่นมากขึ้น และก็รู้สึกสนุกที่ได้ทำ  รู้สึกว่าเวลาหนึ่งเทอมผ่านไปเร็วขึ้น คงเพราะเวลาทั้งหมดไม่ได้ใช้คนเดียว แต่เอาไปแชร์กับคนอื่นมากขึ้น  เทอมนี้ดูหนังน้อยลงมาก จะว่าไปคือไม่ได้ดูหนังใหม่เลย

เริ่มไปร้านคาราโอเกะคนเดียว อยู่ห้องสมุดจนถึงเวลาปิด ปั่นจักรยานมือเดียวเวลาฝนตก ไม่ใช้้เสื้อกันฝน และไม่ได้รู้สึกว่าบ้านไกลขนาดนั้นแล้ว

คุยภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น กินอาหารที่โรงอาหารมากขึ้น ไปไหนกับกลุ่มเพื่อนคนไทยนับครั้งได้ ตอนนี้ทุกคนก็ต่างมีเรื่องของตัวเองที่ต้องจัดการแล้ว

จะเห็นได้เลยว่าแต่ละเทอมของเรามันแตกต่าง จนแบ่งเป็นตอนๆได้ชัดเจนเลย

แต่ไม่แน่เหมือนกันว่าเทอมหน้ากับเทอมนี้อาจจะไม่ต่างกันมาก

ถ้าผลสอบเน่าก็ต้องอยู่ห้องสมุดอ่านหนังสือให้มากขึ้นแหละนะ
 

ปล เทอมนี้หลังจากอาทิตย์แรกๆก็ไม่ได้นั่งกับคิริโกะอีกเลย

 

ชีวิตเด็กมหาลัยดำเนินต่อไป  อา! เผลอแผล็บเดียวก็กลายมาเป็นเด็กปีสองซะแล้ว!! 

เค้าว่ากันว่า สำหรับคณะกฏหมายที่เราเรียนอยู่นี่ ปีหนึ่งให้เล่นเริงร่าไร้สาระให้หนำใจ พอปีสองต้องเหมือนเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ต้องฟิตเข้าไว้ ไม่งั้นก็ตกเอาง่ายๆ

ที่บอกว่าปีหนึ่งให้เริงร่าเข้าไว้เพราะว่า สัดส่วนของวิชาทั่วไป (ซึ่งหลั่ลล้าไร้ความเครียด) มากกว่าวิชาของคณะ (ได้ข่าวว่าคณะหินมากก ในความเป็นจริง คะแนนเต็มไม่ใช่หนึ่งร้อย แต่เป็นแปดสิบห้า คือถ้าได้แปดสิบขึ้นนี่ท่านเทพอย่างแท้จริง)

เทอมที่แล้ว จะว่าไป เราไร้สาระมั่กๆ แทบไม่ได้อ่านหนังสือระหว่างเทอมเลย ว่างเป็นต้องเล่นเน็ต ดูหนัง เปิดซีรี่ย์มาราธอน ช่วงสอบด้วยความเครียด กลัวว่าจะทำไม่ได้ เลยเปิด หนังดูอย่างไร้สาระจบไปหลายเรื่อง นอกจากนี้ก็มี Gilmore Girls ดูมันตั้งแต่ pilot ลากยาวมาจนถึงซีซั่นสาม  นี่ขนาดในช่วงสอบแค่นั้นนะ พอสอบเสร็จก็ดูต่อจนจบซีซั่นเจ็ด  

จะว่าไปช่วงเดือน มค ถึง กพ นี่ทำสถิติ ดูหนังถี่ที่สุดในรอบปีเลยนะ พอผ่านช่วงสอบไปก็ไม่ได้นึกอยากดูอะไรมากมายขนาดนั้น  คงเป็นเพราะเครียดจริงๆสินะ

ที่เครียด สาเหตุหลักเป็นเพราะรู้ตัวว่าเตรียมตัวไม่ดีอย่างที่บอก (แล้วแทนที่จะเอาเวลาที่ดูหนังมาอ่านหนังสือ!!) แต่คือก็อ่านแหละ ไม่ใช่ไม่อ่าน สองรอบ สามรอบ แล้วแต่วิชา ยิ่งเครียดเพราะอ่านแล้วก็ลืม รู้สึกเหมือนจำอะไรไม่ได้เลย แล้วข้อสอบ ก็ต้องเขียนตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วตรูจะเขียนได้มั้ย แล้วเกิดเค้าให้เราเขียนสิ่งที่เราไม่รู้ล่ะ แล้วถ้าจำคันจิไม่ได้ ที่แย่กว่าคือถ้านึกศัพท์นั้นไม่ออกล่ะ!?! คืนก่อนสอบวิชาของคณะวิชาแรก (Politics-เนื้อหาเป็นแนวคิดและชีวประวัติของนักคิดคนสำคัญๆ เช่น แมกคาเบลี่ ล็อค ท๊อกวิลล์ รุสโซ ค้านท์ สมิท และอื่นๆราวสิบคนได้มั้ง) เราเครียด และหดหู่สุดๆ

 

คือคืนนั้นเราคิดว่าจะเข้านอนเร็ว เพราะสอบคาบเช้า จะได้ตื่นมาอย่างแจ่มใส กลายเป็นว่าเรานอนตาค้างอยู่บนเตียง ในหัวก็คิดแต่เรื่องแย่ๆข้างบน ว่าตัวเองจะต้องทำไม่ได้แน่ บลาๆๆๆ  ยิ่งทำให้หดหู่เข้าไปใหญ่  เปิดเพลงก็แล้ว ไม่ช่วยอะไรเลย จะให้ลุกขึ้นมาอ่านอีกมันก็เอียนไม่มีอารมณ์แล้ว  เราคิดเลยไปถึงว่าทำไมตูจะต้องมาเครียดอะไรที่นี่ขนาดนี้ฟระ คุ้มหรือเนี่ยการมาใช้ชีวิตแบบนี้ที่นี่ อยากกลับว่ะ คณะนี้ก็สุดจะหิน เสือกเข้ามาทำไม ทำไมตอนนั้นไม่เลือกคณะอื่น บลาๆๆๆๆมากมายตามประสาคนหดหู่  โคดจะเศร้าอ่ะชีวิตในห้วงเวลานั้น

แถมข้อสอบวิชานี้ดันไม่คล้ายของปีก่อนๆอีก เราไม่ได้เตรียมในส่วนที่โจทย์ถาม(ส่วนที่เป็นประวัติ พื้นเพของนักคิด) เลยน่ะ เพราะปีก่อนไม่ได้ถามส่วนนี้เลย เราเลยตายใจคิดว่าไม่ออกหรอก เลยอ่านข้ามๆไป เพราะมันจำยากด้วยแหล่ะ  พอเห็นข้อสอบปุ๊ปมือสั่นเลยน่ะ  เอาแล้วตรู!!

 

วิชาของคณะเราก็มีอีกสองวิชา คือ พื้นฐานกฎหมาย และ กฎหมายครอบครัว

กว่าจะสอบเสร็จก็กลางเดือน กพ โน่น ในขณะที่คณะอื่นเค้าเสร็จกันไปตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว วันสอบวันสุดท้ายของเรานี่ มหาลัยแทบไม่มีคนอ่ะ คณะกฎหมายที่ไหนก็คงเหมือนกันสินะ 

แต่ที่บ่นๆมาทั้งหมด ก็คงเทียบไม่ได้กับเทอมนี้ เพราะนี่ไม่มีวิชาทั่วไปแล้ว ส่วนวิชาคณะจากปีหนึ่งที่เรียนสัปดาห์ละคาบต่อวิชา ก็เพิ่มเป็นสองคาบต่อวิชา  เพราะงั้นสิ่งที่ต้องอ่านช่วงสอบก็จะดับเบิ้ลไป  

 

ก็ต้องสู้กันต่อไป เทอมนี้ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือระหว่างเทอมไปเรื่อยๆ  แต่ยังทำไม่ได้เท่าที่ควร พอเข้าห้องสมุดเบื่อๆก็ไปหยิบหนังสืออ่านเล่นมาอ่านซะงั้น  วันก่อนอ่านนาร์เนียจบไปเล่ม ต่อด้วย The Death of a Salesman ส่วนหนังสือเรียนจบไปสองหน้า ซะงั้น

 

 

 


เมื่อเช้าเพิ่งกลับมาจากโบเนนไค


    จะเห็นการแบ่งแยกชาย หญฺิงที่โคตระจะชัดเจน
    ชัดขนาดว่าชายนั่งแถบนึง หญิงนั่งอีกแถบ แบบที่ไม่ได้นัดหมาย
    แต่มีกระเหรี่ยงอย่างตรูนี่แหละที่ไปนั่งแถวชาย
    ไม่ได้แรง แต่หญิงมันมากกว่าชาย เลยพยายามทำให้เกิดการบาล๊านซ์
    อาหารคือพิซซ่า หกถาด ไซส์แอล และขนมที่แล้วแต่จะเอามาเอง
    จ่ายไป เก้าร้อยเจ็ดเยน กินได้สี่แผ่น
    ได้ข่าวว่าพิซซ่า คนที่ไปซื้อ ขน และแบกกลับมาทั้งหกถาด โดยเอาใส่ไว้ที่ตะกร้าจักรยานแล้วปั่นมาคือ เพื่อนผู้หญิงในห้อง
    จริงๆจะโทรสั่งให้ร้านเอามาส่งให้ก็ได้ แต่ถ้าไปขนมาด้วยตัวเองจะได้ส่วนลด 20%
    แล้วผู้ชายหายหัวไปไหนวะคะ? ทำไมไม่ไปช่วย หรือฝ่ายหญิงเค้าไม่ได้ขอร้องกันแน่
    

    ตอน นั่งกินพิซซ่า เหล่าชายในห้องก็จับกลุ่มกันคุยเรื่องกีฬาอย่างเมามัน แบบไม่สนใจว่ามีคนอื่น(ผู้หญิง) อยู่ด้วยนะเว้ยเฮ้ย (กรูว่านะ ไม่สเปนก็พี่ฮอล บลาๆๆ)
    บางชายก็ควักนิตยสารเศรษฐศาสตร์รายปักษ์มาอ่าน พร้อมๆกับงาบพิซซ่าไปด้วย คุณชายมากๆค่า
    นี่มันงานพบปะสังสรรค์ใช่มั๊ยเนี่ย กะเหรี่ยง งง
    ฝ่ายหญิงก็คุยกันเอง (แต่เหมือนจะไม่ได้คุยอะไรมาก อารมณ์เอิ่มเอ่อ มาคุนิดๆ)
    ผ่านไปสองชั่วโมง ก็มีโปรแกรมแลกของขวัญกัน แอ่น แอน แอ๊น
    ของนั้นตั้งงบไว้ราวหนึ่งพันเยน แต่กระเหรี่ยงไม่ได้ร่วมกับเค้าหรอก
    ส่งเมลล์ไปอ้างว่าอาจจะขอกลับก่อนกะทันหัน เลยขอไม่ร่วมนะเค๊อะตั้งแต่หลายวันก่อน
    เหตุผลจริงๆคือเพราะไม่รู้ว่าเค้าจะเอาของแบบไหนกันมา ไม่อยากเสร่อ (เอาขนมไปได้ป่าวฟระ และอื่นๆ) บวกไม่รู้ว่าเค้าจะแลกกัันยังไง (จับสลากเรอะ) ไม่ได้มีธุร้งธุระอะไรหรอก
    ทุกคนก็ลุกจากโต๊ะไปเรียงสองแถว แยกชายหญิงเหมือนเดิม
    จากนั้นก็ล้อมเป็นวง เปิดเพลง แล้วส่งของในมือให้คนอีกข้างไปเรื่อยๆ
    เพลงหยุด ได้อะไรอยู่ในมือ ก็เอาอันนั้นไป
    จบการแลกของ
    รู้สึกตะหงิดๆว่าการไม่ได้เอาของมาแล้วมาเสือกร่วมวงกะเค้าด้วยนี่มันสุดจะเสร่อ คิดผิดอีกแล้ววุ้ย


    ต่อไปเป็นการเปิดของขวัญ
    ของที่เอามา มีทั้ง ช๊อคโกแลตเมจิอันมหึมา
    ลูกอมรสโคดพิสดาร กลิ่นแรง และรสชาตแปลกมากๆ เหม็นขนาดที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า แต่เราก็กินไป ฮ่าๆๆ ทำไมชั้นต้องบ้าพลัง ทำตัวพิลึกด้วยเนี่ย
    ปฏิทินแมวน้อยแสนน่ารัก(ชายซื้อ และชายที่เป็นเพื่อนอีกคนได้-ฮาแตก)
    หนังสือแต่งตัวอย่างไรให้ไม่เหมือนโอตาคุ(ชายที่ได้ปฏิทินแมวน้อยเป็นคนเอามา หญิงที่แบกพิซซ่าได้ไป)
    ที่เด็ดสุดแบบที่น่าตกใจ คือเราไม่คิดว่ามันแปลกขนาดนั้น แต่สำหรับเค้ามันแปลกมากๆ คือ ถ้วยกาแฟลายสาวๆวงเคอง ที่ทำหน้าเอ็กซ์ๆ แต่งตัวยั่วๆหน่อยๆ มีเขียนว่า “เจ้านายคะ วันนี้จะรับอะไรดี”  อันนี้ชายเด็กเนิร์ดในห้องเอามา แล้วสาวร่าเริงได้ไป
    ก็เอามาเป็นพรอพแกล้งชายอื่นๆในห้อง จะให้เค้าถ่ายรูปกับไอ้ถ้วยนี้
    ฮาตรงที่ไม่มีใครยอมถ่ายเลย หลบกล้อง ปิิดหน้าปิดหูกันมือพัลวัน
    ต่อมาไอ้ถ้วยนี้ก็ถูกเอามาใช้ใส่สลากหมายเลขในเกมพระราชาสั่งว่า...
    คนที่เอาถ้วยอันนี้มาได้ตุ๊กตาหมอนแพนด้าที่น่ารักโค่ดๆไป สำหรับเรามันเป็นของที่ดีที่สุดในงานเลยอ่ะ
    ของที่ผู้หญิงเอามาก็ไม่แปลกอะไร น่ารักบ้างกุ๊กกิ๊กบ้าง ว่ากันไป
    ยกเว้นสาวห้าวหนึ่งคนที่เอาลูกอมที่บอกไปข้างบนมา    

    เกมพระราชาที่เล่นก็ไม่แรงมาก สั่งให้หมุนสามรอบแล้วทำหน้าแมว เล่าเรื่องความรักครั้งแรก หรือพูดถึงคนที่ชอบว่าเป็นแบบไหน
    ระหว่างที่เล่นก็มีคนขอกลับ แล้วก็คนที่เพิ่งมา เพราะเพิ่งเลิกจากงานพิเศษ
    จำนวนคนก็ลดๆเพิ่มๆ แต่ตอนหลังก็มากขึ้นเรื่อยๆ
    ในช่วงนี้ถ้าเห็นคนที่กินเหล้าหายไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ หรือนานๆ หรือมีเพื่อนไปด้วยอีกคน สัญญาณมาแล้วเอย     สัญญาณว่าอีกไม่นาน เธอจะหายไปจากโต๊ะ


    เกมพระราชาก็เล่นต่อไปเรื่อยๆ
    มีคำสั่งให้ทำท่าตอนเจอกันโดยบังเอิญอย่างดูดดื่มโดยสาวห้าวลูกอม (ดูเป็นอะไรที่เข้าท่าที่สุดแล้ว จากที่เล่นมาทั้งหมด)
    พระราชาบางคนคิดคำสั่งไม่ออก ก็บอกว่าขอเก็บไปเป็นการบ้านแล้วจะประกาศในโบเนนไคปีหน้า
    ตอนงานใกล้จะเลิกคนจะร่อยหรอ ไม่ใช่เพราะกลับก่อน แต่เพราะต้องไปดูแลเพื่อนๆที่เริ่มเดินไม่ตรง และพูดไม่รู้เรื่อง
    ส่วนเราเจอคนที่กรึ่มๆมาชวนคุยแบบมาวๆ
    มีถามว่าเราเป็นแบบไหน พร้อมช้อยให้เสร็จสรรพ (นอร์มอล-ไบ-เลส)
    ถามด้วยว่ามีคนที่ชอบรึเปล่า
    บอกว่าแปลกใจมาก ตอนเราบอกว่าไม่มีใครเลยสักคน เหอๆ  ก็ฉันมันกะเหรี่ยงนี่หว่า ใครจะมาสนใจ
    จะแอบดีใจถ้าคนถามไม่ใช่ผู้หญิง เฮอะๆ


    ตอนงานจะเลิก สาวที่หายไปนานมาแล้วก่อนหน้านี้ก็ถูกหามเข้ามา เพื่อจะตัดสินว่าจะทำยังไง (สลบไสลไปแล้ว)
    แล้วพอใกล้เที่ยงคึนก็ได้เวลาเก็บขยะ
    สาวเมาๆที่มาชวนคุย(สาวห้าวลูกอมเหม็น) ชวนไปต่อที่บ้านเพื่อน
    เอาไงดี ไปไม่ไปหว่าเรา
    เค้าจะไปดูหนังผีญี่ปุ่นกัน ที่บ้านชายคนหนึ่ง
    ชายนั้นถามว่าใครจะไปมั่งเป็นครั้งสุดท้าย มีีคนยกมือห้าคน
    เราไม่ได้ยกมือ
    หนุ่มเจ้าของบ้านถามว่า เอ็งจะไปไหม
    เอ้าไปก็ได้ (ถ้าเค้าไม่ถามก็จะไม่ไป)
    สรุปก็ปั่นจักรยานไปกัน

    ยาวไปไหมเนี่ย ยังไม่จบนะ

    แต่ละคนก็แบกขยะเพื่อจะเอาไปทิ้งที่บ้านหนุ่มนี่ด้วย
    ที่นี้ห้ามทิ้งขยะปริมาณมากๆไว้ที่ถังขยะ ต้องเอามาวางตอนเช้าๆตามบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น
    บ้านหนุ่มนี่อยู่ทางเดียวกับเรา จะว่าใกล้ก็ใกล้เลยทีเดียวแหละ
    สรุปก็มาจนได้นะเรา
    เป็นแมนชั่นอย่างหรู หรู และดูดีมาก
    เข้าไปปุ๊ป โอ สุดยอด สะอาดและเรียบร้อยมาก สาบานในใจว่าจะไม่ให้คนญี่ปุ่นมาที่บ้านตัวเองเด็ดขาด
    ทุกอย่างเป็นระเบียบและดูดีมีชาติตระกูลมาก
    ที่โต๊ะก็มีขนมและเครื่องดื่มวางเตรียมไว้เรียบร้อย
    เลยคิดได้ว่า เค้าคงนัดกันไว้ก่อนแล้ว เพราะดีวีดีหนังก็เพิ่งยืมมาจากซึทาย่าโดยเพื่อนอีกคน
    สรุปว่าสาวที่เข้ามาชวนเราคุยไม่ได้มาบ้านนี้ เค้าไปบ้านอีกคน


    ว่าแล้วมีการนินทาหนุ่มเนิร์ดที่เอาแก้วเค-องมา ในแง่ลบ เหอๆ (เค้าคงคิดแน่ๆ ว่าอะนิเมะมันดัง แล้วคนคงชอบกันหมด บลาๆ)
    มีการพูดถึงครูคนเยอรมัน เอามาเล่าแบบขำๆ แต่เล่นเอาเราหวั่นๆจริงๆ
    มันล้อสำเนียงภาษาญี่ปุ่นของครูน่ะสิ แล้วเอามาล้อตลอดเป็นช่วงๆไม่มีขาด จนเราเกือบจะแซวไปแล้วว่าครูเยอรนี่โด่งดังในหมู่พวกเธอจริงๆ
    แต่ก็ไม่ได้พูด
    จะว่าไป เราแทบไม่ได้พูดอะไรเลย
    กลัวว่าลับหลังมันก็เอาเรามาเป็นโจ๊กเหมือนกัน
    แต่ที่ไม่พูดอะไรก็เอามาเป็นโจ๊กได้อยู่ดี (นั่งแข็งเป็นหิน พูดอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง)
    ศัพท์ที่เรารู้จักอยู่แล้วแต่ดันฟังไม่ออก เช่น mixi, nitori, horror
    มันไม่เชิงฟัังไม่ออก จริงๆก็พอเซ้นซ์ได้ แต่ไม่ชัวร์ กลัวหน้าแตกเลยแสร้งว่าไม่รู้ เลยได้ดูโง่สมใจ
    สังเกตได้จากสายตาที่เค้ามองตอนคุยกับเรา
    ปวดใจว่ะ เซ็งตัวเอง


    แล้วก็ได้เวลาดูหนัง
    สาวสองคนกลัวมากไม่ยอมดู ใส่หูฟังแล้วหลบใต้เสื้อโค้ท
    หนุ่มเจ้าของบ้านจะส่งเสียงเป็นระยะๆตอนมันส่อเค้าว่าจะเข้าฉากน่ากลัว
    สรุปกุตกใจเสียงเมิงมากกว่านะ
    หนังจบมันก็ถามว่าน่ากลัวมั้ย
    ตอบไปว่า ไม่ค่อยนะ
    หู หา กันใหญ่
    ไม่ค่อย เพราะดูไม่รู้เรื่องไง
    พอหนังจบ ก็ไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนเริ่มเข้าโหมดประหยัดพลังงาน
    ไม่นานเสียงกรนก็ดังขึ้น
    แต่เราก็ไม่ได้หลับ ก็อยู่ถึงราวเจ็ดโมงเช้า
    พอมีคนกลับ ก็ขอกลับด้วยคน
    
    โชว์โง่ไปเยอะ พูดไม่รู้เรื่องไปแยะ
    แย่สุดคือไม่ได้พูดเนี่ยแหละ
    เบื่อความเอ๋อ แล้วก็ความกลัวหน้าแตกไร้สาระของตัวเอง
    สุดท้ายมันทำให้ดูแย่ยิ่งกว่า เพราะคิดมากเกิิน

    เลิก ได้ มั้ย

เปิดเทอมใหม่ หง่าวใจ

posted on 04 Oct 2009 21:53 by 7barrow  in Freshman

 

เปิดเทอมไปเมื่อวันที่ 1 ตุลา

ช่วงต้นเทอมก็จะเป็นช่วงที่ต้องจัดตารางเรียนของตัวเอง  ต้องเก็บหมวดนี้อีกเท่าไหร่ หมวดนั้นอีกเท่าไหน ต้องคำนวณให้ดี ไม่งั้นหายไป/ยากเกินไม่ได้หน่วยกิตมาก็ต้องลงเพิ่มเทอมต่อไป เป็นภาระเพิ่มมาอีก

ซึ่งไอ้การจัดตารางเนี่ยสำหรับเราแล้ว มันไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆหนุกหนานไรเล้ยย

 

เพราะมันจะมีบางวิชาที่เค้ากำหนดว่ารับเด็กสองร้อยคน คนลงเกินก็ต้องสุ่มเอาจากหมายเลขบัตรนักเรียน

ถ้าซวยไม่ได้ แล้วไม่ได้วางแผนเผื่อไว้ คาบนั้นก็อาจจะว่างไปโดยเปล่าประโยชน์ได้อีก

ยิ่งนักเรียนต่างชาติเอ๋อๆอย่างเรา ไม่ใช่วิชาไหนก็บ่ยั่นเหมือนเด็กยุ่น ของเราต้องที่คัดสรร และได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่หินเกินไปเท่านั้นถึงจะลง ไม่งั้นก็อาจจะเหนื่อยฟรีเอาได้ง่ายๆ

 

ยุ่งยากพอดูเลยล่ะ ไอ้การจัดตารางเนี่ย